เปิดเวทีเสวนา ACTclusive Talk แลกเปลี่ยนความรู้ “สถาปนิก-ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง”

สภาสถาปนิกร่วมกับ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด จัดเวทีเสวนา “ACTclusive Talk” เพื่อถ่ายทอดความรู้ พร้อมอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีทางด้านสถาปัตยกรรมครอบคลุมทั้ง 4 สาขา ประกอบด้วย สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมผังเมือง ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สภาสถาปนิกได้ร่วมพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างชั้นนำของไทย

สำหรับเวทีเสวนา ACTclusive Talk ช่วงที่ 1 ในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรมการออกแบบและวัสดุก่อสร้าง ทิศทางสถาปนิกไทยในการอัพเกรดเทคโนโลยี และความรู้” ได้รับเกียรติจาก พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน ผู้ริเริ่มการจัดงานสภาสถาปนิก, คุณเมธินี สุวรรณะบุณย์ กรรมการสภาสถาปนิก ประชาสัมพันธ์ และที่ปรึกษานายกสภาสถาปนิกด้านสื่อสารองค์กร และคุณประกิต พนานุรัตน์ ประธานการจัดงานสภาสถาปนิก’19

Eco Friendly” นำพื้นที่สีเขียวเข้าสู่อาคาร

คุณเมธินี สุวรรณะบุณย์ มองเทรนด์ของการออกแบบในปัจจุบันว่า ควรคำนึงถึงเรื่องความยั่งยืน และจะต้องรู้ว่าทำอย่างไรให้ผลงานออกแบบยั่งยืน มุมมองด้าน Eco จึงเป็นเรื่องสำคัญในการออกแบบ ซึ่งต้องพยายามให้มีรูปแบบการทำงานที่ถูกต้อง ลดการใช้ขยะ วัสดุที่สิ้นเปลืองต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ลดการใช้พลังงาน เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ควรตระหนัก เพราะ Eco Friendly เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำธรรมชาติเข้ามาสู่การออกแบบ นำเอาพื้นที่สีเขียวเข้ามาสู่อาคาร

คุณเมธินี สุวรรณะบุณย์ กรรมการสภาสถาปนิก ประชาสัมพันธ์ และที่ปรึกษานายกสภาสถาปนิกด้านสื่อสารองค์กร

นอกจากนี้ คุณเมธินี ยังมองถึงเรื่อง Universal Design ว่า นอกจากตัวเราจะอยู่อย่างสุขสบายแล้ว จะต้องคำนึงถึงบุคลากรคนอื่น ๆ ด้วย เพื่อที่คนด้อยความสามารถก็จะได้ใช้ดีไซน์ตรงนี้ช่วยอำนวยความสะดวกได้ ในขณะเดียวกันดีไซเนอร์และผู้รับเหมาเองก็ต้องเข้าใจมาตรฐานของอาคารว่าต้องใช้ฟังก์ชันการออกแบบการใช้สอยในส่วนของอาคาร รวมทั้งวัสดุที่ใช้งานก่อสร้างต่าง ๆ นอกจากนี้ ซัพพลายเออร์เองก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน การหาซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพ มีจิตสำนึกที่ดีในการให้บริการหลังการขาย เปรียบเสมือนหัวใจของความสำเร็จในการทำงาน

จุดเริ่มต้นงาน ACT Forum กับ ทิศทางสถาปนิกไทยในการอัพเกรดเทคโนโลยี และความรู้

พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน ผู้ริเริ่มการจัดงาน ได้บอกเล่าถึงที่มาของงานสภาสถาปนิก’19 หรืองาน ACT Forum’19 ที่กำลังจะเกิดว่า ตามมาตรา 7 (5) ของพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่า สภาสถาปนิกมีหน้าที่และบทบาทในการเผยแพร่ และให้บริการด้านวิชาการต่าง ๆ แก่ประชาชนและองค์กรอื่นที่เกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีทางสถาปัตยกรรม ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสภาฯ ที่จะต้องทำให้เกิดการเผยแพร่แก่ประชาชนได้รับทราบและได้เรียนรู้งานเกี่ยวกับทางสถาปัตยกรรมทั้ง 4 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ สถาปัตยกรรมหลัก, สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์, ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมผังเมือง ผ่านงานสภาสถาปนิก’19 หรืองาน ACT Forum’19 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

พลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพน ผู้ริเริ่มการจัดงาน

คุณประกิต พนานุรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมสำหรับการจัดงาน ACT Forum’19 โดยมีแนวคิดในการจัดงานภายใต้ธีมที่ว่า “REACT ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” เนื่องจากปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และก็เกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจะต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยการต่อยอดความรู้ ซึ่งการตอบสนองและต่อยอดนั้นจะต้องไม่หยุดนิ่ง แต่ต้องต่อเนื่องไปตลอดเวลาด้วย

คุณประกิต พนานุรัตน์ ประธานการจัดงาน

นอกจากนี้ คุณประกิต ยังได้บอกเล่าถึงความน่าสนใจภายในงาน ACT Forum’19 ด้วยสัมมนา เสวนา และการประชุมเชิงวิชาการทางสถาปัตยกรรม กว่า 30 หัวข้อ จาก 4 ฟอรั่ม ได้แก่ Forum A: The Key Note (A Forum for Inspiration) เวทีเสวนารับฟังแนวคิดจากสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อเป็นการให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับสถาปนิกไทยและผู้ที่สนใจ

Forum B: The Practice (Sharing Knowledge from a Master) เป็นเวทีที่เน้นการให้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพแก่สมาชิกสถาปนิกและประชาชนทั่วไป โดยมีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมทั้ง 4 สาขาวิชาชีพ

Forum C: The Innovation (Discussion for the Best Solution) เป็นงานสัมมนาที่มุ่งเน้นการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางสถาปัตยกรรม รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมในอนาคต

สุดท้าย Forum D: The ACT Services (ACT Commitment to Serve Our Society) เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้สถาปนิกอาสามาให้คำแนะนำและตอบคำถามให้กับประชาชน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาได้นำเสนองานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ในส่วนเสวนาช่วงที่ 2 กับหัวข้อ การปรับตัวของวงการสถาปัตยกรรมทุกสาขา กับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การออกแบบได้มากขึ้นได้รับเกียรติจากตัวแทนสถาปนิกชั้นนำทั้ง 4 สาขามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ คุณเจตกำจร พรหมโยธี ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง คุณประภากร วทานยกุล ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมหลัก คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ และคุณวรรณพร พรประภา ตัวแทนจากสาขาภูมิสถาปัตยกรรม

นอกเหนือจากความสวยงาม คือคุณภาพชีวิตของผู้คน

คุณเจตกำจร พรหมโยธี ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง บอกเล่าผ่านเวทีเสวนาว่า การที่สถาปนิกทุกสาขา ทุกศาสตร์เชื่อมต่อกันจะมีความสำคัญในการออกแบบ หน้าที่ของสถาปนิกผังเมืองคือการดูแลพื้นที่สาธารณะของเมือง เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี และให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันกับสถาปนิกหลาย ๆ สาขา เพราะว่าสภาพแวดล้อมของเมืองจะสวยไม่ได้ถ้าไม่เกิดการทำงานร่วมกัน

คุณเจตกำจร พรหมโยธี ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง

คุณวรรณพร พรประภา ตัวแทนจากสาขาภูมิสถาปัตยกรรม แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องมุมมองการทำงานที่เปลี่ยนไปของสถาปนิกในปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเนื้อหาของงาน เมื่อเวลาผ่านไป เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือความหนาแน่นของเมืองต่าง ๆ มันจึงทำให้เนื้อหาของงานเปลี่ยนแปลงไปเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะมากขึ้น ซึ่งงานของภูมิสถาปัตยกรรมเป็นในเรื่องตั้งแต่ สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียน ไปจนถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำนอกจากความสวยงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วย

คุณวรรณพร พรประภา ตัวแทนจากสาขาภูมิสถาปัตยกรรม

รู้จัก เรียนรู้ เพื่อต่อยอดการทำงาน

คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ คิดว่า การจัดเวทีฟอรั่ม หรืองานเสวนา เปรียบเสมือน Second-Hand Experience เพราะว่าบางอย่างในห้องเรียนไม่สามารถที่จะประสบพบเจอได้ด้วยตัวเอง การที่มีโอกาสได้เข้าฟังฟอรั่มเป็นการเรียนรู้จากบุคคลที่มีประสบการณ์ ที่ผ่านงานแต่ละอย่างมาแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นงานที่ตัวเราเองยังไม่เคยเห็น หรือไม่เคยทำมาก่อน ถ้ายิ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตรงนี้ได้มากเท่าไหร่ มันยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเองได้อย่างมากมาย

คุณวิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์

คุณวรรณพร เสริมว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญมาก และระบบการทำงานในยุคสมัยนี้ไม่สามารถทำงานจากตัวเราคนเดียวได้ จะต้องเป็นการทำงานในลักษณะของทีมเวิร์ค เพราะความรู้มันกว้างเกินกว่าที่คน ๆ หนึ่งจะรู้ครอบคลุมทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องวัฒนธรรม เทคโนโลยี หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และถ้าเราทราบว่าแต่ละสาขาทำงานอย่างไร พัฒนาอย่างไร แล้วเอามาต่อยอดการทำงานของทั้งตัวเราเอง และต่อทีมได้จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

คุณเจตกำจร แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า สถาปนิกจะต้องหาใฝ่หาความรู้ และหัดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการเข้าฟังสัมมนา หรือคอร์สการเรียนรู้อื่น ๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงเรียนรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีและสิ่งที่เป็นนวัตกรรม

สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันของผู้ผลิตวัสดุและสถาปนิก

คุณประภากร วทานยกุล ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมหลัก มองในมุมมองของซัพพลายเออร์ว่า ซัพพลายเออร์ต้องตามให้ทันวิวัฒนาการ เพราะปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ในแง่คิดสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราต้องทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์ เพราะเชื่อว่าการสร้างสรรค์ของสถาปนิกบางครั้งจะต้องปรึกษากับซัพพลายเออร์หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองให้ได้

คุณประภากร วทานยกุล ตัวแทนจากสาขาสถาปัตยกรรมหลัก

นอกจากนี้ คุณประภากร ยังได้เพิ่มเติมในเรื่องของการประสานงานของแต่ละสาขา ว่า โปรเจคแต่ละโปรเจคที่จะทำ การทำงานร่วมกันกับทั้งซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาจะช่วยให้เกิดความคิดได้ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ เพราะบางครั้งผู้ผลิตคิดไม่ถึงว่าคนออกแบบต้องการอะไร ส่วนคนออกแบบก็คิดไม่ถึงว่าผู้ผลิตสามารถทำให้ได้หรือไม่ จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญ ช่วงเริ่มต้นมันอาจจะยาก แต่ถ้าทำออกมาได้มันจะสามารถต่อยอดไปอีก

ทางด้าน คุณวิภาวดี เสริมว่า สถาปนิกไม่สามารถอยู่ได้ และไม่สามารถที่จะคิดสร้างสรรค์อะไรได้ หากไม่มีวัสดุที่อยู่ในท้องตลาด ฉะนั้นฟอรั่มต่าง ๆ ในงาน ACT Forum’19 ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการรวมตัวระหว่างซัพพลายเออร์กับสถาปนิก อีกทั้งยังฝากไปถึงผู้ผลิตวัสดุว่า สิ่งที่ทำให้วัสดุของเราด้อยกว่างานของยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน เพราะว่าพวกเขาเหล่านี้มีวัสดุบางอย่างที่มีคุณภาพดี เทคโนโลยีในการติดตั้งดี และต้นทุนที่มากกว่าเรา เพราะฉะนั้นในวินาทีที่ประเทศอื่น ๆ เขามีวัสดุให้เล่นมากกว่า ความสามารถที่มันจะสร้างสรรค์อะไรที่มันตื่นเต้นมันก็ยิ่งมากกว่า

ส่วน คุณวรรณพร แสดงความคิดในแง่มุมของงานภูมิสถาปัตยกรรม ว่า งาน Landscape เป็นงานสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก ซึ่งตรงจุดนี้ต้องอาศัยเรื่องของเทคโนโลยี ซัพพลายเออร์ หรือผู้ผลิตวัสดุ เพื่อที่จะทำอย่างไรให้สามารถใช้วัสดุในปริมาณที่มากกับงาน Landscape ขนาดใหญ่ได้ ฉะนั้นฟอรั่มที่จะจัดขึ้นในงาน ACT Forum’19 เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ สำหรับการรวมตัวกันในทุก ๆ ฝ่าย ที่จะมาศึกษา เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อต่อยอดและนำไปพัฒนาต่อได้

ส่งท้ายงานกับเสวนาช่วงสุดท้ายในหัวข้อ เวทีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ด้วยการอัพเดตข้อมูลเชิงลึกด้านเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้าง โดยมี คุณอนันต์ พ่วงสมจิตต์ มาเป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงนี้ และได้รับเกียรติจากตัวแทนผู้ประกอบการ 2 บริษัท ได้แก่ คุณฎายิน เกียรติกวานกุล Marketing Director Roof Business จากบริษัท CPAC Roof Tile Company Limited in SCG และ คุณวิชา วรสายัณห์ ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ TOSTEM บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ส่องแนวคิดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จาก SCG และ TOSTEM

คุณฎายิน เกียรติกวานกุล พูดคุยเกี่ยวกับเทรนด์เรื่องของบ้านในปัจจุบันว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่เกิดขึ้นคือบ้านใหม่อาจจะลดน้อยลง คนหันมาปรับปรุงบ้านเก่าเยอะขึ้น ซึ่งในอนาคตมันจะไม่ใช่เรื่องของการสร้างบ้านใหม่ แต่จะทำอย่างไรที่จะใช้อาคารหรือโครงสร้างเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้อยู่อาศัย

ทาง SCG มองว่าเทรนด์ในทุกวันนี้เป็นเรื่องของพลังงานทางเลือก เลยมุ่งในเรื่องของ โซล่า รูฟท็อป ทั้งเรื่องของหลังคาบ้าน และตัวหลังคาอาคารต่าง ๆ แต่ในทางกลับกันสิ่งที่น่ากังวลคือ เรื่องของอายุการทำงานของหลังคาว่าจะยังคงป้องกันความร้อน หรือเกิดการรั่วซึมอยู่หรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือเรื่องของการตรวจสอบสภาพหน้างาน ซึ่งปัจจุบันทาง SCG จะนำเทคโนโลยีบินโดรนขึ้นเพื่อช่วยในการตรวจสอบ รวมถึงการเข้าไปดูหน้างานจริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหลังคากับโซล่าจะยังคงฟังก์ชันการทำงานไปด้วยกันได้ และจุดที่สำคัญคือ ต้องไม่รั่ว เพราะหากเกิดการรั่ว ฟังก์ชันของการอยู่อาศัยก็จะเสียหายไปด้วย

คุณฎายิน เกียรติกวานกุล Marketing Director Roof Business จากบริษัท CPAC Roof Tile Company Limited in SCG (ขวา)

นอกจากปัญหาเรื่องสังคมผู้สูงอายุแล้ว อีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่ คุณฎายิน ได้ยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีครั้งนี้คือ เรื่อง Climate Change ซึ่งมีผลอย่างมากต่อผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยทาง SCG ได้คิดค้นระบบ SCG Active AIR flow™ ที่จะช่วยเพิ่มความเย็นให้อากาศภายในบ้าน โดยการให้ความร้อนภายในบ้านลอยจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน ผ่านอุปกรณ์ที่สามารถดูดอากาศ เป็นลักษณะกระเบื้องปล่องที่ติดอยู่ด้านบนสุดของหลังคาที่มีกลไกข้างในเป็นไปในลักษณะปากปล่องที่รีดให้มันแคบลง และเกิดแรงลมยกใต้หลังคา สามารถดึงความร้อนออกไปได้ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นหลักการที่ทาง SCG ดีไซน์ให้เป็นในลักษณะ Passive โดยปราศจากการใช้ไฟฟ้า แต่ใช้กลไกทางธรรมชาติในการจัดการ

ส่วนผลิตภัณฑ์ของ TOSTEM นั้น ทางด้าน คุณวิชา วรสายัณห์ อธิบายว่า TOSTEM ได้สร้าง Innovation ที่เรียกว่า Pre Engineering เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นชุดสำเร็จ ที่ทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจากโรงงาน มั่นใจในมาตรฐานตามวิธีการทำงานของญี่ปุ่น หมดปัญหาในเรื่องของการใช้วัสดุที่สิ้นเปลืองและสูญเปล่า ฉะนั้นเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกส่งไปยังหน้างานจะไม่เกิดปัญหาเรื่องขยะ

คุณวิชา วรสายัณห์ ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ TOSTEM บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ซ้าย)

สำหรับประเด็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุ คุณวิชา แสดงความคิดเห็นว่า ทาง TOSTEM คิดและคำนึงถึงการใช้งานของลูกค้า โดยหยิบยกเรื่องของ Universal Design มาเป็นแนวคิดในการออกแบบ อย่างบานประตู หน้าต่างก็จะดีไซน์ออกมาในรูปแบบที่ว่า ไม่ว่าจะจับตรงไหนของบานเลื่อนก็ไม่ต้องใช้แรงเยอะ จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเลื่อนได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทาง TOSTEM ได้คำนึงถึง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้และอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีทางด้านสถาปัตยกรรมในงาน ACTclusive Talk เท่านั้น ภายในงาน ACT Forum’19 ที่กำลังจะมาถึง คุณจะได้พบกับงานสัมมนา เสวนา และการประชุมเชิงวิชาการทางสถาปัตยกรรม กว่า 30 หัวข้อที่น่าสนใจ เพื่อสถาปัตยกรรมทุกสาขา

แล้วพบกันที่งาน ACT Forum’19 งานประชุมนานาชาติทางสถาปัตยกรรมและแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤศจิกายน 2562 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.ActForumExpo.com

Related Posts